รายละเอียดบทความ

คุณอยากรู้ ความจริง ไหม? !!!
               

คุณอยากรู้
ความจริง ไหม?

ความจริงเกี่ยวกับอะไร? ความจริงเกี่ยวกับบางคำถามซึ่งมีความสำคัญมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยถาม. บางทีคุณอาจเคยสงสัยและอยากได้คำตอบสำหรับคำถามดังต่อไปนี้:

  • พระเจ้าใฝ่พระทัยเราจริงๆไหม?
  • สงครามและความทุกข์ยากจะมีวันหมดไปไหม?
  • เราจะเป็นอย่างไรเมื่อเราตายไป?
  • มีความหวังใดๆไหมสำหรับคนตาย?
  • ฉันจะอธิษฐานอย่างไรพระเจ้าจึงจะสดับฟัง?
  • ฉันจะพบความสุขในชีวิตได้อย่างไร?

คุณจะหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ได้จากที่ไหน? ถ้าคุณไปที่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ คุณอาจพบหนังสือหลายพันเล่มซึ่งอ้างว่ามีคำตอบให้. กระนั้น หนังสือเล่มหนึ่งมักจะขัดแย้งกับอีกเล่มหนึ่ง. บางเล่มอาจใช้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งแต่ไม่ช้าก็ล้าสมัยและถูกแก้ไขหรือมีเล่ม อื่นมาแทน.

อย่างไรก็ดี มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งให้คำตอบที่ไว้ใจได้. หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแห่งความจริง. พระเยซูคริสต์ได้ตรัสในคำอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “คำของพระองค์เป็นความจริง.” (โยฮัน 17:17) ทุกวันนี้เรารู้ว่าพระคำของพระเจ้าก็คือคัมภีร์ไบเบิล. ในหน้าต่อๆไป คุณจะได้ดูคร่าวๆถึงคำตอบที่ตรงไปตรงมาสำหรับคำถามต่างๆที่ยกมาข้างต้น.

พระเจ้าใฝ่พระทัยเราจริงๆไหม?

ชายที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน

สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: เรามีชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและอยุติธรรม. หลายศาสนาสอนว่าความทุกข์ยากที่เราประสบอยู่นั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า.

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: พระเจ้าไม่ได้เป็นต้นเหตุของสิ่งชั่วร้าย. โยบ 34:10 กล่าวว่า “พระเจ้าจะทรงกระทำการชั่วนั้นเป็นไปไม่ได้; และท่านผู้ทรงฤทธิ์จะทรงกระทำผิดก็เป็นไปไม่ได้เลย.” พระเจ้าทรงมีจุดมุ่งหมายอันเปี่ยมด้วยความรักต่อมนุษยชาติ. นั่นคือเหตุผลที่พระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ . . . ขอให้ราชอาณาจักรของพระองค์มาเถิด. ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จบนแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์.” (มัดธาย 6:9, 10) พระเจ้าใฝ่พระทัยเราอย่างลึกซึ้งถึงขนาดที่ทรงยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อ ทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จเป็นจริงอย่างแน่นอน.—โยฮัน 3:16.

ดูเยเนซิศ 1:26-28; ยาโกโบ 1:13; และ 1 เปโตร 5:6, 7 ด้วย.

สงครามและความทุกข์ยากจะมีวันหมดไปไหม?

ทหาร

สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: สงครามยังคร่าชีวิตมนุษย์นับไม่ถ้วน. ความทุกข์ยากของมนุษยชาติยังความปวดร้าวแก่เราทุกคน.

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าถึงสมัยที่พระองค์จะทำให้เกิดสันติภาพตลอดทั่วโลก. เมื่อราชอาณาจักรของพระเจ้าปกครองแผ่นดินโลก มนุษย์จะ “ไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป.” แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะ “เอาดาบของเขาตีเป็นผาลไถนา.” (ยะซายา 2:4) พระเจ้าจะนำอวสานมาสู่ความอยุติธรรมและความทุกข์ทั้งมวล. คัมภีร์ไบเบิลสัญญาว่า “[พระเจ้า] จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาพวกเขา ความตายจะไม่มีอีกเลย ความโศกเศร้าหรือเสียงร้องไห้เสียใจหรือความเจ็บปวดจะไม่มีอีกเลย. สิ่งที่เคยมีอยู่นั้น [รวมทั้งความอยุติธรรมและความทุกข์ยากในทุกวันนี้] ผ่านพ้นไปแล้ว.”—วิวรณ์ 21:3, 4.

ดูบทเพลงสรรเสริญ 37:10, 11; 46:9; และมีคา 4:1-4 ด้วย.

เราจะเป็นอย่างไรเมื่อเราตายไป?

สุสาน

สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: ศาสนาในโลกส่วนใหญ่สอนว่าบางสิ่งในตัวมนุษย์มีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่คน เราตาย. บางคนเชื่อว่าคนตายสามารถทำร้ายคนเป็นหรือเชื่อว่าพระเจ้าลงโทษคนชั่วโดยการ พิพากษาตัดสินพวกเขาให้ทรมานอยู่ในไฟนรกตลอดกาล.

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: เมื่อตายแล้ว มนุษย์ก็ดับสูญ. ท่านผู้ประกาศ 9:5 กล่าวไว้ว่า “คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย.” เนื่องจากคนตายไม่สามารถรับรู้, ไม่มีความรู้สึก, หรือประสบสิ่งใดๆคนตายจึงไม่สามารถทำร้ายหรือช่วยเหลือคนเป็นได้.—บทเพลง สรรเสริญ 146:3, 4.

ดูเยเนซิศ 3:19 และท่านผู้ประกาศ 9:6, 10 ด้วย.

มีความหวังใดๆไหมสำหรับคนตาย?

เด็กที่โศกเศร้าเนื่องจากสูญเสียคนที่รัก

สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: เราต้องการมีชีวิตอยู่ และเราต้องการมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก. จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ดีที่เราปรารถนาจะเห็นคนที่เรารักซึ่งเสียชีวิตไป แล้วอีกครั้งหนึ่ง.

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: คนส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตไปแล้วจะได้เป็นขึ้นจากตาย. พระเยซูทรงสัญญาว่า “คนซึ่งอยู่ในอุโมงค์ฝังศพ . . . จะเป็นขึ้นมา.” (โยฮัน 5:28, 29) สอดคล้องกับพระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้า บรรดามนุษย์ที่ได้เป็นขึ้นจากตายทางแผ่นดินโลกจะมีโอกาสอยู่บนโลกที่เป็น อุทยาน. (ลูกา 23:43) อนาคตตามคำสัญญานี้จะรวมถึงการมีสุขภาพที่สมบูรณ์และชีวิตนิรันดรสำหรับ มนุษย์ที่เชื่อฟัง. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “คนสัตย์ธรรมจะได้แผ่นดินเป็นมฤดก และจะอาศัยอยู่ที่นั่นต่อไปเป็นนิตย์.”—บทเพลงสรรเสริญ 37:29.

ดูโยบ 14:14, 15; ลูกา 7:11-17; และกิจการ 24:15 ด้วย.

ฉันจะอธิษฐานอย่างไรพระเจ้าจึงจะสดับฟัง?

ชายที่กำลังอธิษฐาน

สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: แทบทุกคนในทุกศาสนาอธิษฐาน. กระนั้น หลายคนรู้สึกว่าคำอธิษฐานของเขาไม่ได้รับคำตอบ.

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: พระเยซูทรงสอนเราให้หลีกเลี่ยงการท่องถ้อยคำที่กำหนดไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อ อธิษฐาน. พระองค์ตรัสว่า “เมื่ออธิษฐาน อย่ากล่าวถ้อยคำเดียวกันซ้ำซาก.” (มัดธาย 6:7) ถ้าเราต้องการให้พระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเรา เราต้องอธิษฐานในวิธีที่พระองค์ชอบพระทัย. เพื่อทำดังกล่าว เราต้องเรียนรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นเช่นไรแล้วก็อธิษฐานตามนั้น. หนึ่งโยฮัน 5:14 อธิบายว่า “สิ่งใดก็ตามที่เราทูลขอ ถ้าสิ่งนั้นสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์จะทรงฟังเรา.”

ดูบทเพลงสรรเสริญ 65:2; โยฮัน 14:6, 14; และ 1 โยฮัน 3:22 ด้วย.

ฉันจะพบความสุขในชีวิตได้อย่างไร?

หญิงที่แสวงหาความสุขโดยการอ่านคัมภีร์ไบเบิล

สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: หลายคนเชื่อว่าเงินทอง, ชื่อเสียง, หรือการมีรูปร่างหน้าตาดีจะทำให้พวกเขามีความสุข. ด้วยเหตุนี้ พวกเขามุ่งแสวงหาสิ่งดังกล่าว—แต่แล้วก็พบว่ายังขาดความสุข.

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: พระเยซูทรงระบุถึงกุญแจสู่ความสุขเมื่อตรัสว่า “ผู้ที่สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณก็มีความสุข.” (มัดธาย 5:3) ความสุขแท้จะพบได้ก็เฉพาะแต่เมื่อเราลงมือทำเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นยิ่ง ของเรา อันได้แก่ ความกระหายที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ที่มี ต่อเรา. ความจริงนั้นพบได้ในคัมภีร์ไบเบิล. การรู้ความจริงนั้นจะช่วยเรามองออกว่าอะไรสำคัญจริงๆ—และอะไรไม่สำคัญ. การยอมให้ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิลชี้นำการตัดสินใจและการกระทำของเราจะนำ เราไปสู่ชีวิตที่มีความหมายยิ่งขึ้น.—ลูกา 11:28.

ดูสุภาษิต 3:5, 6, 13-18 และ 1 ติโมเธียว 6:9, 10 ด้วย.

ที่ได้กล่าวมาเป็นการพิจารณาคำตอบจากคัมภีร์ไบเบิลเพียงคร่าวๆสำหรับคำ ถามหกข้อข้างต้น. คุณต้องการรู้มากกว่านี้ไหม? หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ “สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณ” คุณคงต้องการแน่ๆ. คุณอาจสงสัยในคำถามอื่นๆเช่น: ‘ถ้าพระเจ้าใฝ่พระทัยเรา ทำไมพระองค์ปล่อยให้ความชั่วและความทุกข์มีมากมายตลอดประวัติศาสตร์? ฉันจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้นได้อย่างไร?’ คัมภีร์ไบเบิลให้คำตอบอย่างจุใจต่อคำถามเหล่านี้และคำถามอื่นๆอีกมากมาย.

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายคนลังเลที่จะตรวจสอบคัมภีร์ไบเบิล. พวกเขามองว่าคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือที่มีเนื้อหายืดยาวและบางทีก็เข้าใจ ยาก. คุณอยากได้รับการช่วยเหลือเพื่อพบคำตอบในคัมภีร์ไบเบิลไหม? พยานพระยะโฮวาขอเสนอสองวิธีที่สามารถช่วยคุณได้.

วิธีแรกคือ โดยทางหนังสือ คัมภีร์ไบเบิลสอนอะไรจริงๆ? ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อช่วยคนที่ไม่ค่อยมีเวลาได้ตรวจสอบคำตอบอันชัดเจนจากคัมภีร์ไบเบิลสำหรับคำถามที่สำคัญมาก. วิธีที่สองคือ บริการสอนคัมภีร์ไบเบิลฟรีที่บ้าน. พยานพระยะโฮวาที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณและเป็นคนที่มีคุณวุฒิในการสอน คัมภีร์ไบเบิลจะมาที่บ้านของคุณหรือที่อื่นใดที่สะดวก และใช้เวลาไม่นานในแต่ละสัปดาห์พิจารณาคัมภีร์ไบเบิลกับคุณ โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย. ตลอดทั่วโลกมีหลายล้านคนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้. คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ลงความเห็นอย่างน่าตื่นเต้นว่า “ฉันพบความจริงแล้ว!”

ไม่มีสิ่งมีค่าอันใดที่ล้ำค่ากว่าการพบความจริงนี้. ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิลปลดปล่อยเราจากการเชื่อโชคลาง, ความสับสน, และความหวาดกลัว อีกทั้งให้เรามีความหวัง, มีจุดมุ่งหมาย, และความยินดี. พระเยซูตรัสว่า “พวกเจ้าจะรู้ความจริง แล้วความจริงจะทำให้พวกเจ้าเป็นอิสระ.”—โยฮัน 8:32.

1. ชายคนหนึ่งกำลังเรียนคัมภีร์ไบเบิล; 2. หญิงคนหนึ่งกำลังเรียนคัมภีร์ไบเบิล


ฟ้าผ่าลงสู่แผ่นดิน

ข่าวสารถึงผู้คนทั่วโลก

อวสาน
ของศาสนาเท็จ
มาใกล้แล้ว!

  • ศาสนาเท็จคืออะไร?
  • จะถึงกาลอวสานอย่างไร?
  • คุณจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

ศาสนาเท็จคืออะไร? คุณรู้สึกไม่สบายใจกับอาชญากรรมที่ทำในนามของศาสนาไหม? การสงคราม, การก่อการร้าย, และการทุจริตที่ทำโดยผู้ซึ่งอ้างตัวว่ารับใช้พระเจ้าทำลายความรู้สึกดี ๆ ของคุณไหม? ทำไมศาสนาดูเหมือนเป็นต้นเหตุของปัญหาหลายอย่าง?

ไม่ใช่ทุกศาสนามีความผิด แต่เฉพาะศาสนาเท็จเท่า นั้น. ผู้โดดเด่นทางศาสนาซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือพระเยซูคริสต์ ทรงชี้ให้เห็นว่าศาสนาเท็จจะให้ผลผลิตที่ไม่ดี เช่นเดียวกับ “ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว.” (มัดธาย 7:15-17, ฉบับแปลใหม่) ศาสนาเท็จให้ผลผลิตอะไรบ้าง?

1. ทหารในการสู้รบ; 2. สุสาน; 3. นักเทศน์

ศาสนาเท็จ . . .

พัวพันกับสงครามและการเมือง: นิตยสารเอเชียวีก บอกว่า “ทั้งในเอเชียและที่อื่น ๆ บรรดาผู้นำที่กระหายอำนาจกำลังปลุกเร้าความรู้สึกทางศาสนาของผู้คนอย่างน่า อดสูเพื่อให้ทำตามความต้องการของพวกเขา.” ผลเป็นอย่างไร? นิตยสารนั้นเตือนว่า “โลกใกล้จะจมดิ่งสู่ความบ้าคลั่งแล้ว.” ผู้นำศาสนาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในสหรัฐแถลงว่า “เพื่อให้การฆ่าหมดไปคุณต้องฆ่าพวกก่อการร้ายก่อน.” ทางแก้ของเขาคือ “ในนามของพระเจ้า จงสังหารพวกก่อการร้ายให้สิ้นซาก.” ตรงกันข้าม คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “ถ้าผู้ใดว่า ‘ข้าพเจ้ารักพระเจ้า’ และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตัว. ผู้นั้นเป็นคนพูดมุสา.” (1 โยฮัน 4:20) พระเยซูถึงกับตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่านทั้งหลายต่อ ๆ ไป.” (มัดธาย 5:44, ล.ม.) มีกี่ศาสนาที่คุณคิดว่าสมาชิกของศาสนานั้นเข้าร่วมในสงคราม?

แพร่หลักคำสอนเท็จ: ศาสนาส่วนใหญ่สอนว่าคนเรามีจิตวิญญาณหรือวิญญาณอมตะซึ่งจะออกจากร่างกาย เมื่อเขาตาย. โดยคำสอนนี้ หลายศาสนาฉวยประโยชน์จากสมาชิกของตน โดยคิดเงินค่าสวดเพื่อให้วิญญาณดังกล่าวไปสู่สุคติ. แต่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้สอนเช่นนี้. พระคัมภีร์สอนว่า “จิตวิญญาณที่ได้ทำบาป จิตวิญญาณนั้นจะตาย.” (ยะเอศเคล 18:4) “คนเป็นย่อมรู้ว่าเขาเองคงจะตาย แต่คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย.” (ท่านผู้ประกาศ 9:5) พระเยซูตรัสว่า คนตายจะได้รับการปลุกให้เป็นขึ้นมาสู่ชีวิต สิ่งนี้คงไม่จำเป็นหากมนุษย์มีวิญญาณอมตะ. (โยฮัน 11:11-25) ศาสนาของคุณสอนไหมว่ามนุษย์มีวิญญาณอมตะ?

ยอมให้กับการผิดศีลธรรมทางเพศ: ในประเทศแถบตะวันตก คริสตจักรหลายแห่งอนุญาตให้เกย์และเลสเบียนเป็นนักเทศน์นักบวชได้ และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน. แม้แต่คริสตจักรที่ตำหนิการผิดศีลธรรมก็ยอมให้ผู้นำทางศาสนาที่ทำร้ายเด็ก ทางเพศอยู่ในตำแหน่งต่อไป. แต่คัมภีร์ไบเบิลสอนอย่างไร? พระคัมภีร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “อย่าให้ใครชักนำท่านให้หลง. คนผิดประเวณี, หรือคนบูชารูปเคารพ, หรือคนเล่นชู้, หรือชายเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ผิดธรรมชาติ, หรือชายที่นอนกับชายด้วยกัน . . . จะไม่ได้รับราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก.” (1 โกรินโธ 6:9, 10, ล.ม.) คุณรู้จักศาสนาที่ยอมให้มีการผิดศีลธรรมทางเพศไหม?

อนาคตของศาสนาที่ก่อผลไม่ดีจะเป็นเช่นไร? พระเยซูตรัสว่า “ต้นไม้ทุกต้นซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องฟันทิ้งเสียในไฟ.” (มัดธาย 7:19) ใช่แล้ว ศาสนาเท็จจะถูกฟันทิ้งและถูกทำลาย! แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร? นิมิตเชิงพยากรณ์ในพระธรรมวิวรณ์ บท 17 และ 18 จะให้คำตอบ.

ศาสนาเท็จมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครองทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก

1. หญิงแพศยานั่งบนสัตว์ร้ายที่มีเจ็ดหัว; 2. สัตว์ร้ายทำลายหญิงแพศยา

“พลเมืองของเรา จงออกมาจากเมืองนั้นเถิด”

ศาสนาเท็จจะถึงกาลอวสานอย่างไร?

ลองนึกภาพหญิงแพศยาที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของสัตว์ร้าย. สัตว์ร้ายนั้นมีเจ็ดหัวและสิบเขา. (วิวรณ์ 17:1-4) หญิงแพศยาในที่นี้หมายถึงใคร? นางมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครองทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก. นางแต่งกายด้วยผ้าสีม่วง, ใช้เครื่องหอม, และมั่งคั่งร่ำรวยมาก. นอกจากนี้ นางยังใช้กิจปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับผีปิศาจ ‘ชักนำชาติทั้งปวงให้หลงไป.’ (วิวรณ์ 17:18; 18:12, 13, 23, ล.ม.) คัมภีร์ไบเบิลช่วยเราให้เข้าใจว่าหญิงแพศยาคนนี้คือองค์การทางศาสนาที่มี อยู่ทั่วโลก. นางไม่ใช่ภาพแสดงถึงศาสนาหนึ่งเท่านั้น แต่หมายถึงศาสนาทั้งหมดที่ก่อผลไม่ดี.

สัตว์ร้ายที่หญิงแพศยาขี่อยู่เป็นภาพแสดงถึงอำนาจทางการเมืองของโลกนี้.* (วิวรณ์ 17:10-13) ศาสนาเท็จขี่หลังสัตว์ร้ายทางการเมืองโดยพยายามจะมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจและควบคุมทิศทางของการเมือง.

แต่อีกไม่นานจะมีเหตุการณ์ที่น่าพิศวงเกิดขึ้น. “เขาสิบเขาที่ท่านได้เห็นกับทั้งสัตว์ร้ายนั้น, จะพากันเกลียดชังหญิงแพศยานั้น และจะทำให้เขาไร้มิตรเปลือยกาย, และจะกินเนื้อของหญิงนั้น, และเอาไฟเผาเสีย.” (วิวรณ์ 17:16) โดยลงมืออย่างฉับพลันและน่าตกตะลึง อำนาจทางการเมืองของโลกจะโจมตีศาสนาเท็จและทำลายนางจนสิ้นซาก! อะไรจะกระตุ้นให้เกิดการกระทำเช่นนี้? พระธรรมวิวรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “พระเจ้าทรงบันดาลใจเขาให้กระทำตามพระทัยของพระองค์.” (วิวรณ์ 17:17) ใช่แล้ว พระเจ้าจะคิดบัญชีกับศาสนาเท็จสำหรับความเลวร้ายทุกอย่างที่นางได้ทำในนาม ของพระองค์. ด้วยความยุติธรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พระองค์จะใช้การเมืองที่เป็นพันธมิตรของนางเป็นเครื่องมือสำหรับการสำเร็จ โทษ.

คุณต้องทำอย่างไรหากคุณไม่อยากพบจุดจบแบบเดียวกับศาสนาเท็จ? ผู้ส่งข่าวของพระเจ้าเตือนว่า “พลเมืองของเรา จงออกมาจากเมืองนั้นเถิด.” (วิวรณ์ 18:4) บัดนี้เป็นเวลาที่จะหนีออกมาจากศาสนาเท็จ! แต่คุณจะหนีไปที่ไหนได้? ไม่ใช่หนีไปยังกลุ่มที่ไม่มีศาสนา เพราะอนาคตของพวกเขาก็มืดมนเช่นกัน. (2 เธซะโลนิเก 1:6-9) ที่หลบภัยเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือศาสนาแท้. คุณจะระบุศาสนาแท้ได้อย่างไร?

วิธีระบุศาสนาแท้

ศาสนาแท้ควรก่อผลดีอะไรบ้าง?—มัดธาย 7:17.

1. กลุ่มคนที่มาจากหลายชาติ; 2. คัมภีร์ไบเบิลที่เปิดอยู่; 3. เด็กผู้หญิงสวมกอดแม่

ศาสนาแท้ . . .

แสดงความรักเสมอ: ผู้นมัสการแท้ “ไม่เป็นส่วนของโลก,” ไม่แตกแยกกันเพราะเชื้อชาติหรือวัฒนธรรม, และแสดง ‘ความรักระหว่างพวกเขาเอง.’ (โยฮัน 13:35; 17:16, ล.ม.; กิจการ 10:34, 35) แทนที่จะฆ่ากัน พวกเขาเต็มใจที่จะตายแทนกันและกัน.—1 โยฮัน 3:16.

ยึดมั่นกับพระคำของพระเจ้า: แทนที่จะสอน ‘ประเพณีสืบทอด’ และ ‘บัญญัติของมนุษย์’ หลักคำสอนของศาสนาแท้อาศัยคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า. (มัดธาย 15:6-9) เพราะเหตุใด? เพราะ “พระคัมภีร์ทุกตอนมีขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์สำหรับการสอน, สำหรับการว่ากล่าว, สำหรับการจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อย.”—2 ติโมเธียว 3:16, ล.ม.

เสริมครอบครัวให้เข้มแข็งและสนับสนุนมาตรฐานทางศีลธรรมอันสูงส่ง: ศาสนาแท้สอนสามีให้ ‘รักภรรยาของตนเหมือนรักร่างกายของตนเอง,’ ช่วยภรรยาให้พัฒนา ‘ความนับถืออย่างสุดซึ้งต่อสามีของตน,’ และสอนลูก ๆ ให้ ‘เชื่อฟังบิดามารดาของตน.’ (เอเฟโซ 5:28, 33; 6:1) นอกจากนี้ ผู้ที่มีอำนาจหรือนำหน้าต้องเป็นแบบอย่างทางศีลธรรม.—1 ติโมเธียว 3:1-10.

มีศาสนาใดบ้างที่บรรลุมาตรฐานเหล่านี้? หนังสือการเมืองในยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2001 บอกว่า “หากมีผู้คนมากขึ้นดำเนินชีวิตตามคำสอนและการกระทำของพยานพระยะโฮวา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวคงจะไม่เกิดขึ้น และการฆ่าล้างชาติพันธุ์ที่ก่อความทุกข์ให้กับผู้คนในโลกคงจะไม่มีอีกต่อ ไป.”

ที่จริง พยานพระยะโฮวาใน 235 ดินแดนไม่เพียงแต่สอนมาตรฐานทางศีลธรรมในคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น แต่พวกเขายังปฏิบัติตามสิ่งที่ได้สอนด้วย. เราสนับสนุนคุณให้ติดต่อพยานพระยะโฮวาและ ศึกษาดูว่าพระทัยประสงค์ของพระเจ้าเป็นเช่นไร เพื่อคุณจะนมัสการพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงยอมรับ. คุณต้องลงมือตั้งแต่เดี๋ยวนี้. อย่ารีรอชักช้า. อวสานของศาสนาเท็จมาใกล้แล้ว!—ซะฟันยา 2:2, 3.


พระผู้สร้างทรงเรียกร้องอะไรจากเรา? บทเรียน 7บทความก่อนหน้านี้บทความถัดไป

การเข้าใกล้พระผู้สร้างด้วยการอธิษฐาน

ทำไมจึงสำคัญที่จะอธิษฐานเป็นประจำ? (1)
เราควรอธิษฐานถึงใคร และอย่างไร? (2, 3)
อะไรคือเรื่องที่เหมาะสมสำหรับการอธิษฐาน? (4)
คุณควรอธิษฐานเมื่อไร? (5, 6)
พระเจ้าทรงสดับคำอธิษฐานทุกอย่างไหม? (7)

1. การอธิษฐานเป็นการทูลต่อพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ. คุณควรอธิษฐานถึงพระเจ้าเป็นประจำ. ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถรู้สึกใกล้ชิดกับพระองค์เหมือนใกล้ชิดมิตรที่รัก. พระยะโฮวาทรงใหญ่ยิ่งและทรงฤทธิ์ กระนั้น พระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของเรา! คุณอธิษฐานถึงพระเจ้าเป็นประจำไหม?—บทเพลงสรรเสริญ 65:2; 1 เธซะโลนิเก 5:17.

2. การอธิษฐานเป็นส่วนแห่งการนมัสการของเรา. ฉะนั้น เราควรอธิษฐานถึงพระยะโฮวาพระเจ้าเท่านั้น. เมื่อพระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงอธิษฐานถึงพระบิดาของพระองค์เสมอ ไม่ใช่ถึงใครอื่น. เราควรทำเช่นเดียวกัน. (มัดธาย 4:10; 6:9) อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวคำอธิษฐานทั้งหมดของเราในพระนามของพระเยซู. การทําเช่นนี้แสดงว่าเรานับถือตําแหน่งของพระเยซูและเรามีความเชื่อในเครื่องบูชาไถ่ของพระองค์.—โยฮัน 14:6; 1 โยฮัน 2:1, 2.

3. เมื่อเราอธิษฐาน เราควรทูลต่อพระเจ้าจากหัวใจเรา. เราไม่ควรท่องจำหรืออ่านคำอธิษฐานจากหนังสือสวดมนต์. (มัดธาย 6:7, 8) เราจะอธิษฐานด้วยท่าทางใดก็ได้ที่แสดงความนับถือ, ในเวลาใดก็ได้, และในสถานที่ใดก็ได้. พระเจ้าทรงสามารถได้ยินแม้คำอธิษฐานที่เรากล่าวในใจ. (1 ซามูเอล 1:12, 13) เป็นการดีถ้าจะหาที่เงียบๆ ห่างจากคนอื่นๆ เพื่อกล่าวคำอธิษฐานส่วนตัวของเรา.—มาระโก 1:35.

4. เรื่องใดบ้างที่คุณจะอธิษฐานได้? เรื่องอะไรก็ได้ที่อาจส่งผลกระทบสัมพันธภาพของคุณกับพระองค์. (ฟิลิปปอย 4:6, 7) คำอธิษฐานอันเป็นแบบฉบับนั้นแสดงว่า เราควรอธิษฐานเกี่ยวกับพระนามและพระประสงค์ของพระยะโฮวา. นอกจากนี้ เราอาจขอให้มีการจัดเตรียมสิ่งจำเป็นด้านวัตถุสำหรับเรา, ขออภัยบาปที่เราทำ, และขอความช่วยเหลือเพื่อต้านทานการล่อใจ. (มัดธาย 6:9-13) คำอธิษฐานของเราไม่ควรเป็นแบบเห็นแก่ตัว. เราควรอธิษฐานขอสิ่งที่ประสานกับพระทัยประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น.—1 โยฮัน 5:14.

5. คุณอาจจะอธิษฐานเมื่อไรก็ได้ที่หัวใจคุณกระตุ้นให้คุณขอบพระคุณหรือ สรรเสริญพระเจ้า. (1 โครนิกา 29:10-13) คุณควรอธิษฐานเมื่อคุณมีปัญหาและความเชื่อของคุณถูกทดลอง. (บทเพลงสรรเสริญ 55:22; 120:1) เป็นการเหมาะสมที่คุณจะอธิษฐานก่อนคุณรับประทานอาหาร. (มัดธาย 14:19) พระยะโฮวาทรงเชิญเราให้อธิษฐาน “ทุกเวลา.”—เอเฟโซ 6:18.

6. เราจำเป็นต้องอธิษฐานโดยเฉพาะเมื่อเราได้ทำบาปร้ายแรง. ณ เวลานั้น เราควรทูลวิงวอนขอพระเมตตาและการอภัยโทษจากพระยะโฮวา. หากเราสารภาพการบาปของเราต่อพระองค์และพยายามสุดกําลังเพื่อไม่ทําบาปนั้น ซํ้าอีก พระเจ้าทรง “พร้อมจะให้อภัย.”—บทเพลงสรรเสริญ 86:5, ล.ม.; สุภาษิต 28:13.

7. พระยะโฮวาทรงสดับคำอธิษฐานของคนชอบธรรมเท่านั้น. เพื่อพระเจ้าจะทรงสดับคำอธิษฐานของคุณ คุณต้องพยายามเต็มความสามารถเพื่อดำเนินชีวิตตามกฎหมายของพระองค์. (สุภาษิต 15:29; 28:9) คุณต้องถ่อมใจเมื่อคุณอธิษฐาน. (ลูกา 18:9-14) คุณจำเป็นต้องพยายามทำอย่างที่ประสานกับสิ่งที่คุณอธิษฐานขอ. ด้วยวิธีนี้ คุณจะพิสูจน์ว่าคุณมีความเชื่อและคุณหมายความอย่างที่คุณกล่าวจริงๆ. เฉพาะแต่เมื่อทำอย่างนี้เท่านั้น พระยะโฮวาจะทรงตอบคำอธิษฐานของคุณ.—เฮ็บราย 11:6.

 

ราชอาณาจักรของพระเจ้าคืออะไร?

ราชอาณาจักรของพระเจ้าตั้งอยู่ที่ไหน? (1)
ใครเป็นกษัตริย์? (2)
มีคนอื่นร่วมปกครองกับกษัตริย์องค์นี้ไหม? ถ้ามี มีมากแค่ไหน? (3)
อะไรแสดงว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ในสมัยสุดท้าย? (4)
ในอนาคต ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะทำอะไรเพื่อมนุษยชาติ? (5-7)

1. เมื่อพระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ให้อธิษฐานขอราชอาณาจักรของพระเจ้า. ราชอาณาจักรคือรัฐบาลซึ่งมีกษัตริย์เป็นประมุข. ราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นรัฐบาลพิเศษ. ราชอาณาจักรนี้ถูกตั้งขึ้นในสวรรค์และจะปกครองเหนือแผ่นดินโลกนี้. ราชอาณาจักรนี้จะทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่นับถืออันบริสุทธิ์ หรือทำให้ศักดิ์สิทธิ์. ราชอาณาจักรนี้จะทําให้พระทัยประสงค์ของพระเจ้าสําเร็จบนแผ่นดินโลกเช่น เดียวกับที่สำเร็จแล้วในสวรรค์.—มัดธาย 6:9, 10.

2. พระเจ้าทรงสัญญาว่า พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรของพระองค์. (ลูกา 1:30-33) เมื่อพระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลก พระองค์พิสูจน์ว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้ปกครองที่กรุณา, ยุติธรรม, และสมบูรณ์. เมื่อพระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ไม่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าทันที. (เฮ็บราย 10:12, 13) ในปี 1914 พระยะโฮวาได้พระราชทานอำนาจแก่พระเยซูตามที่ได้ทรงสัญญาไว้. นับแต่นั้นมา พระเยซูทรงปกครองในสวรรค์ในฐานะกษัตริย์ที่พระยะโฮวาทรงแต่งตั้ง.—ดานิเอล 7:13, 14.

3. พระยะโฮวายังได้ทรงเลือกมนุษย์ชายหญิงที่ซื่อสัตย์บางคนจากแผ่นดินโลก ให้ไปสวรรค์ด้วย. พวกเขาจะปกครองมนุษยชาติร่วมกับพระเยซูในฐานะกษัตริย์, ผู้พิพากษา, และปุโรหิต. (ลูกา 22:28-30; วิวรณ์ 5:9, 10) พระเยซูทรงเรียกผู้ร่วมปกครองเหล่านี้ในราชอาณาจักรของพระองค์ว่า “ฝูงเล็ก.” พวกเขามีจำนวน 144,000 คน.—ลูกา 12:32, ล.ม.; วิวรณ์ 14:1-3.

4. ทันทีที่พระเยซูได้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงเหวี่ยงซาตานกับทูตสวรรค์ชั่วช้าฝ่ายมันออกจากสวรรค์ลงมาที่ บริเวณของแผ่นดินโลก. นั่นคือสาเหตุที่สิ่งต่างๆ บนแผ่นดินโลกนี้กลับกลายเลวร้ายเหลือเกินตั้งแต่ปี 1914. (วิวรณ์ 12:9, 12) สงคราม, การขาดแคลนอาหาร, โรคระบาด, การละเลยกฎหมายทวีขึ้น—ทั้งหมดนี้เป็นส่วนของ “สัญลักษณ์” ที่แสดงว่าพระเยซูทรงปกครองอยู่และระบบนี้อยู่ในสมัยสุดท้ายของมัน.—มัดธาย 24:3, 7, 8, 12; ลูกา 21:10, 11; 2 ติโมเธียว 3:1-5.

5. อีกไม่นานพระเยซูจะทรงพิพากษาผู้คน โดยแยกพวกเขาออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ. “แกะ” คือคนซึ่งได้พิสูจน์ตัวว่าเป็นราษฎรที่ภักดีของพระองค์. พวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินโลก. “แพะ” คือคนที่ได้ปฏิเสธราชอาณาจักรของพระเจ้า. (มัดธาย 25:31-34, 46) ในอนาคตอันใกล้นี้ พระเยซูจะทรงทำลายคนเยี่ยงแพะทั้งสิ้น. (2 เธซะโลนิเก 1:6-9) หากคุณอยากเป็นคนหนึ่งใน “แกะ” ของพระเยซู คุณต้องรับฟังข่าวสารราชอาณาจักรและลงมือทำตามที่คุณเรียนรู้.—มัดธาย 24:14.

ภายใต้การปกครองของพระเยซู จะไม่มีความเกลียดชังหรือความลำเอียงอีกเลย

6. ปัจจุบันนี้แผ่นดินโลกถูกแบ่งแยกเป็นหลายประเทศ. แต่ละประเทศมีรัฐบาลของตนเอง. ประเทศเหล่านี้ต่อสู้กันบ่อยๆ. แต่ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะมาแทนที่รัฐบาลทั้งปวงของมนุษย์. ราชอาณาจักรนี้จะปกครองในฐานะรัฐบาลเดียวเท่านั้นเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น. (ดานิเอล 2:44) จากนั้นจะไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, และความรุนแรงอีกเลย. ประชาชนทั้งปวงจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขและมีเอกภาพ.—มีคา 4:3, 4.

7. ระหว่างรัชสมัยพันปีของพระเยซู มนุษย์ที่ซื่อสัตย์จะกลายเป็นคนสมบูรณ์ และทั่วทั้งแผ่นดินโลกจะกลายเป็นอุทยาน. พอถึงสิ้นพันปี พระเยซูจะทรงทําให้สําเร็จทุกสิ่งตามที่พระเจ้าประสงค์ให้พระองค์ทํา. ครั้นแล้วพระองค์ก็จะทรงมอบราชอาณาจักรคืนแก่พระบิดาของพระองค์. (1 โกรินโธ 15:24) คุณน่าจะบอกให้เพื่อนๆ และคนที่คุณรักทราบเรื่องที่ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะทำมิใช่หรือ?


องค์การและงานที่พวกเขาทำทั่วโลก



มีหลายช่องทางเพื่อชี้นำงานให้คำพยานซึ่งกำลังทำกันอยู่ใน 230 กว่าดินแดน. การชี้นำโดยรวมมาจากคณะกรรมการปกครอง ณ สำนักงานใหญ่ที่บรุกลิน นิวยอร์ก. ทุกปี คณะกรรมการปกครองส่งตัวแทนไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหารือกับผู้แทนของสาขาในภูมิภาคนั้นๆ. ในสำนักงานสาขา มีคณะกรรมการสาขาประมาณ 3 ถึง 7 คน เพื่อดูแลงานในดินแดนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของตน. บางสาขามีโรงพิมพ์ บางแห่งก็ใช้เครื่องพิมพ์แบบโรตารีความเร็วสูง. ประเทศหรือพื้นที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของสาขาจะถูกแบ่งเป็นภาค และแต่ละภาคก็ถูกแบ่งเป็นหมวดๆ. แต่ละหมวดประกอบด้วยประชาคมราวๆ 20 ประชาคม. ผู้ดูแลภาคเยี่ยมหมวดต่างๆ ในภาคของเขาโดยวิธีหมุนเวียนกัน. แต่ละหมวดจะจัดการประชุมใหญ่ปีละ 2 ครั้ง. นอกจากนี้ ยังมีผู้ดูแลหมวด ซึ่งตามปกติแล้วเขาจะเยี่ยมทุกประชาคมในหมวดของเขาสองครั้งต่อปี เพื่อช่วยพวกพยานฯ ในการจัดระเบียบและทำงานประกาศในเขตที่ประชาคมนั้นได้รับมอบหมาย.

ประชาคมท้องถิ่นและหอประชุมเป็นศูนย์กลางในการบอกข่าวดีแก่ชุมชนของคุณ. พื้นที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของประชาคมแต่ละประชาคมจะถูกแบ่งเป็นเขตย่อยๆ. มีการมอบหมายเขตเหล่านี้ให้พยานฯ แต่ละคนที่พยายามจะเยี่ยมและพูดคุยกับผู้คนในบ้านทุกหลังที่อยู่ในเขตนั้น. แต่ละประชาคม ซึ่งประกอบด้วยพยานฯ ไม่กี่คนจนถึง 200 คน มีผู้ปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานในหน้าที่ต่างๆ กัน. ผู้ประกาศข่าวดีแต่ละคนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์การของพยานพระยะโฮวา. พยานพระยะโฮวาทุกคน ไม่ว่าจะรับใช้ที่สำนักงานใหญ่, ในสำนักงานสาขา, หรือในประชาคม ต่างก็ทำงานประกาศ ซึ่งก็คือการบอกผู้อื่นถึงเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้า.

ในที่สุด รายงานเกี่ยวกับการงานเหล่านี้จะถูกส่งไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อรวบรวมและจัดพิมพ์ลงในหนังสือประจำปี. นอกจากนั้น ทุกๆ ปีจะมีการจัดพิมพ์แผนภูมิรายงานลงในวารสารหอสังเกตการณ์ ฉบับ วันที่ 1 มกราคม. สิ่งพิมพ์ทั้งสองนี้มีรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ทำสำเร็จไปในแต่ละ ปีของงานให้คำพยานเกี่ยวกับพระยะโฮวาและราชอาณาจักรของพระองค์ที่มีพระเยซู คริสต์เป็นกษัตริย์. เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พยานฯ และผู้สนใจประมาณ 16,000,000 คน ได้เข้าร่วมการประชุมอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์ที่จัด ขึ้นเป็นประจำทุกปี. พยานพระยะโฮวาใช้เวลามากกว่า 1,000,000,000 ชั่วโมงในแต่ละปีเพื่อประกาศข่าวดี และมีผู้รับบัพติสมาใหม่มากกว่า 300,000 คน. การแจกจ่ายสรรพหนังสือมียอดรวมถึงหลายร้อยล้านเล่ม.

ผู้ลงบทความ : อนุสรณ์