ความจริงเกี่ยวกับอะไร?
ความจริงเกี่ยวกับบางคำถามซึ่งมีความสำคัญมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยถาม.
บางทีคุณอาจเคยสงสัยและอยากได้คำตอบสำหรับคำถามดังต่อไปนี้:
- พระเจ้าใฝ่พระทัยเราจริงๆไหม?
- สงครามและความทุกข์ยากจะมีวันหมดไปไหม?
- เราจะเป็นอย่างไรเมื่อเราตายไป?
- มีความหวังใดๆไหมสำหรับคนตาย?
- ฉันจะอธิษฐานอย่างไรพระเจ้าจึงจะสดับฟัง?
- ฉันจะพบความสุขในชีวิตได้อย่างไร?
คุณจะหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ได้จากที่ไหน?
ถ้าคุณไปที่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ
คุณอาจพบหนังสือหลายพันเล่มซึ่งอ้างว่ามีคำตอบให้. กระนั้น
หนังสือเล่มหนึ่งมักจะขัดแย้งกับอีกเล่มหนึ่ง.
บางเล่มอาจใช้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งแต่ไม่ช้าก็ล้าสมัยและถูกแก้ไขหรือมีเล่ม
อื่นมาแทน.
อย่างไรก็ดี มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งให้คำตอบที่ไว้ใจได้.
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแห่งความจริง.
พระเยซูคริสต์ได้ตรัสในคำอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า
“คำของพระองค์เป็นความจริง.” (โยฮัน 17:17)
ทุกวันนี้เรารู้ว่าพระคำของพระเจ้าก็คือคัมภีร์ไบเบิล. ในหน้าต่อๆไป
คุณจะได้ดูคร่าวๆถึงคำตอบที่ตรงไปตรงมาสำหรับคำถามต่างๆที่ยกมาข้างต้น.
พระเจ้าใฝ่พระทัยเราจริงๆไหม?
สาเหตุที่เกิดคำถามนี้:
เรามีชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและอยุติธรรม.
หลายศาสนาสอนว่าความทุกข์ยากที่เราประสบอยู่นั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า.
สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน:
พระเจ้าไม่ได้เป็นต้นเหตุของสิ่งชั่วร้าย. โยบ 34:10 กล่าวว่า
“พระเจ้าจะทรงกระทำการชั่วนั้นเป็นไปไม่ได้;
และท่านผู้ทรงฤทธิ์จะทรงกระทำผิดก็เป็นไปไม่ได้เลย.”
พระเจ้าทรงมีจุดมุ่งหมายอันเปี่ยมด้วยความรักต่อมนุษยชาติ.
นั่นคือเหตุผลที่พระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐานว่า
“ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ . . .
ขอให้ราชอาณาจักรของพระองค์มาเถิด.
ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จบนแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์.”
(มัดธาย 6:9, 10)
พระเจ้าใฝ่พระทัยเราอย่างลึกซึ้งถึงขนาดที่ทรงยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อ
ทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จเป็นจริงอย่างแน่นอน.—โยฮัน 3:16.
ดูเยเนซิศ 1:26-28; ยาโกโบ 1:13; และ 1 เปโตร 5:6, 7 ด้วย.
สงครามและความทุกข์ยากจะมีวันหมดไปไหม?
สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: สงครามยังคร่าชีวิตมนุษย์นับไม่ถ้วน. ความทุกข์ยากของมนุษยชาติยังความปวดร้าวแก่เราทุกคน.
สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน:
พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าถึงสมัยที่พระองค์จะทำให้เกิดสันติภาพตลอดทั่วโลก.
เมื่อราชอาณาจักรของพระเจ้าปกครองแผ่นดินโลก มนุษย์จะ
“ไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป.” แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะ
“เอาดาบของเขาตีเป็นผาลไถนา.” (ยะซายา 2:4)
พระเจ้าจะนำอวสานมาสู่ความอยุติธรรมและความทุกข์ทั้งมวล.
คัมภีร์ไบเบิลสัญญาว่า “[พระเจ้า] จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาพวกเขา
ความตายจะไม่มีอีกเลย
ความโศกเศร้าหรือเสียงร้องไห้เสียใจหรือความเจ็บปวดจะไม่มีอีกเลย.
สิ่งที่เคยมีอยู่นั้น [รวมทั้งความอยุติธรรมและความทุกข์ยากในทุกวันนี้]
ผ่านพ้นไปแล้ว.”—วิวรณ์ 21:3, 4.
ดูบทเพลงสรรเสริญ 37:10, 11; 46:9; และมีคา 4:1-4 ด้วย.
เราจะเป็นอย่างไรเมื่อเราตายไป?
สาเหตุที่เกิดคำถามนี้:
ศาสนาในโลกส่วนใหญ่สอนว่าบางสิ่งในตัวมนุษย์มีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่คน
เราตาย.
บางคนเชื่อว่าคนตายสามารถทำร้ายคนเป็นหรือเชื่อว่าพระเจ้าลงโทษคนชั่วโดยการ
พิพากษาตัดสินพวกเขาให้ทรมานอยู่ในไฟนรกตลอดกาล.
สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน: เมื่อตายแล้ว
มนุษย์ก็ดับสูญ. ท่านผู้ประกาศ 9:5 กล่าวไว้ว่า
“คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย.” เนื่องจากคนตายไม่สามารถรับรู้,
ไม่มีความรู้สึก,
หรือประสบสิ่งใดๆคนตายจึงไม่สามารถทำร้ายหรือช่วยเหลือคนเป็นได้.—บทเพลง
สรรเสริญ 146:3, 4.
ดูเยเนซิศ 3:19 และท่านผู้ประกาศ 9:6, 10 ด้วย.
มีความหวังใดๆไหมสำหรับคนตาย?
สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: เราต้องการมีชีวิตอยู่
และเราต้องการมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก.
จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ดีที่เราปรารถนาจะเห็นคนที่เรารักซึ่งเสียชีวิตไป
แล้วอีกครั้งหนึ่ง.
สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน:
คนส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตไปแล้วจะได้เป็นขึ้นจากตาย. พระเยซูทรงสัญญาว่า
“คนซึ่งอยู่ในอุโมงค์ฝังศพ . . . จะเป็นขึ้นมา.” (โยฮัน 5:28, 29)
สอดคล้องกับพระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้า
บรรดามนุษย์ที่ได้เป็นขึ้นจากตายทางแผ่นดินโลกจะมีโอกาสอยู่บนโลกที่เป็น
อุทยาน. (ลูกา 23:43)
อนาคตตามคำสัญญานี้จะรวมถึงการมีสุขภาพที่สมบูรณ์และชีวิตนิรันดรสำหรับ
มนุษย์ที่เชื่อฟัง. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า
“คนสัตย์ธรรมจะได้แผ่นดินเป็นมฤดก
และจะอาศัยอยู่ที่นั่นต่อไปเป็นนิตย์.”—บทเพลงสรรเสริญ 37:29.
ดูโยบ 14:14, 15; ลูกา 7:11-17; และกิจการ 24:15 ด้วย.
ฉันจะอธิษฐานอย่างไรพระเจ้าจึงจะสดับฟัง?
สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: แทบทุกคนในทุกศาสนาอธิษฐาน. กระนั้น หลายคนรู้สึกว่าคำอธิษฐานของเขาไม่ได้รับคำตอบ.
สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน:
พระเยซูทรงสอนเราให้หลีกเลี่ยงการท่องถ้อยคำที่กำหนดไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อ
อธิษฐาน. พระองค์ตรัสว่า “เมื่ออธิษฐาน อย่ากล่าวถ้อยคำเดียวกันซ้ำซาก.”
(มัดธาย 6:7) ถ้าเราต้องการให้พระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเรา
เราต้องอธิษฐานในวิธีที่พระองค์ชอบพระทัย. เพื่อทำดังกล่าว
เราต้องเรียนรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นเช่นไรแล้วก็อธิษฐานตามนั้น.
หนึ่งโยฮัน 5:14 อธิบายว่า “สิ่งใดก็ตามที่เราทูลขอ
ถ้าสิ่งนั้นสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์จะทรงฟังเรา.”
ดูบทเพลงสรรเสริญ 65:2; โยฮัน 14:6, 14; และ 1 โยฮัน 3:22 ด้วย.
ฉันจะพบความสุขในชีวิตได้อย่างไร?
สาเหตุที่เกิดคำถามนี้: หลายคนเชื่อว่าเงินทอง,
ชื่อเสียง, หรือการมีรูปร่างหน้าตาดีจะทำให้พวกเขามีความสุข. ด้วยเหตุนี้
พวกเขามุ่งแสวงหาสิ่งดังกล่าว—แต่แล้วก็พบว่ายังขาดความสุข.
สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน:
พระเยซูทรงระบุถึงกุญแจสู่ความสุขเมื่อตรัสว่า
“ผู้ที่สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณก็มีความสุข.” (มัดธาย 5:3)
ความสุขแท้จะพบได้ก็เฉพาะแต่เมื่อเราลงมือทำเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นยิ่ง
ของเรา อันได้แก่
ความกระหายที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ที่มี
ต่อเรา. ความจริงนั้นพบได้ในคัมภีร์ไบเบิล.
การรู้ความจริงนั้นจะช่วยเรามองออกว่าอะไรสำคัญจริงๆ—และอะไรไม่สำคัญ.
การยอมให้ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิลชี้นำการตัดสินใจและการกระทำของเราจะนำ
เราไปสู่ชีวิตที่มีความหมายยิ่งขึ้น.—ลูกา 11:28.
ดูสุภาษิต 3:5, 6, 13-18 และ 1 ติโมเธียว 6:9, 10 ด้วย.
ที่ได้กล่าวมาเป็นการพิจารณาคำตอบจากคัมภีร์ไบเบิลเพียงคร่าวๆสำหรับคำ
ถามหกข้อข้างต้น. คุณต้องการรู้มากกว่านี้ไหม? หากคุณเป็นคนหนึ่งที่
“สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณ” คุณคงต้องการแน่ๆ.
คุณอาจสงสัยในคำถามอื่นๆเช่น: ‘ถ้าพระเจ้าใฝ่พระทัยเรา
ทำไมพระองค์ปล่อยให้ความชั่วและความทุกข์มีมากมายตลอดประวัติศาสตร์?
ฉันจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้นได้อย่างไร?’
คัมภีร์ไบเบิลให้คำตอบอย่างจุใจต่อคำถามเหล่านี้และคำถามอื่นๆอีกมากมาย.
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายคนลังเลที่จะตรวจสอบคัมภีร์ไบเบิล.
พวกเขามองว่าคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือที่มีเนื้อหายืดยาวและบางทีก็เข้าใจ
ยาก. คุณอยากได้รับการช่วยเหลือเพื่อพบคำตอบในคัมภีร์ไบเบิลไหม?
พยานพระยะโฮวาขอเสนอสองวิธีที่สามารถช่วยคุณได้.
วิธีแรกคือ โดยทางหนังสือ คัมภีร์ไบเบิลสอนอะไรจริงๆ? ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อช่วยคนที่ไม่ค่อยมีเวลาได้ตรวจสอบคำตอบอันชัดเจนจากคัมภีร์ไบเบิลสำหรับคำถามที่สำคัญมาก. วิธีที่สองคือ บริการสอนคัมภีร์ไบเบิลฟรีที่บ้าน.
พยานพระยะโฮวาที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณและเป็นคนที่มีคุณวุฒิในการสอน
คัมภีร์ไบเบิลจะมาที่บ้านของคุณหรือที่อื่นใดที่สะดวก
และใช้เวลาไม่นานในแต่ละสัปดาห์พิจารณาคัมภีร์ไบเบิลกับคุณ
โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย.
ตลอดทั่วโลกมีหลายล้านคนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้.
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ลงความเห็นอย่างน่าตื่นเต้นว่า “ฉันพบความจริงแล้ว!”
ไม่มีสิ่งมีค่าอันใดที่ล้ำค่ากว่าการพบความจริงนี้.
ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิลปลดปล่อยเราจากการเชื่อโชคลาง, ความสับสน,
และความหวาดกลัว อีกทั้งให้เรามีความหวัง, มีจุดมุ่งหมาย, และความยินดี.
พระเยซูตรัสว่า “พวกเจ้าจะรู้ความจริง
แล้วความจริงจะทำให้พวกเจ้าเป็นอิสระ.”—โยฮัน 8:32.
ข่าวสารถึงผู้คนทั่วโลก
อวสาน
ของศาสนาเท็จ
มาใกล้แล้ว!
- ศาสนาเท็จคืออะไร?
- จะถึงกาลอวสานอย่างไร?
- คุณจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
ศาสนาเท็จคืออะไร?
คุณรู้สึกไม่สบายใจกับอาชญากรรมที่ทำในนามของศาสนาไหม? การสงคราม,
การก่อการร้าย,
และการทุจริตที่ทำโดยผู้ซึ่งอ้างตัวว่ารับใช้พระเจ้าทำลายความรู้สึกดี ๆ
ของคุณไหม? ทำไมศาสนาดูเหมือนเป็นต้นเหตุของปัญหาหลายอย่าง?
ไม่ใช่ทุกศาสนามีความผิด แต่เฉพาะศาสนาเท็จเท่า
นั้น. ผู้โดดเด่นทางศาสนาซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
คือพระเยซูคริสต์ ทรงชี้ให้เห็นว่าศาสนาเท็จจะให้ผลผลิตที่ไม่ดี
เช่นเดียวกับ “ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว.” (มัดธาย 7:15-17, ฉบับแปลใหม่)
ศาสนาเท็จให้ผลผลิตอะไรบ้าง?
ศาสนาเท็จ . . .
พัวพันกับสงครามและการเมือง: นิตยสารเอเชียวีก
บอกว่า “ทั้งในเอเชียและที่อื่น ๆ
บรรดาผู้นำที่กระหายอำนาจกำลังปลุกเร้าความรู้สึกทางศาสนาของผู้คนอย่างน่า
อดสูเพื่อให้ทำตามความต้องการของพวกเขา.” ผลเป็นอย่างไร?
นิตยสารนั้นเตือนว่า “โลกใกล้จะจมดิ่งสู่ความบ้าคลั่งแล้ว.”
ผู้นำศาสนาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในสหรัฐแถลงว่า
“เพื่อให้การฆ่าหมดไปคุณต้องฆ่าพวกก่อการร้ายก่อน.” ทางแก้ของเขาคือ
“ในนามของพระเจ้า จงสังหารพวกก่อการร้ายให้สิ้นซาก.” ตรงกันข้าม
คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “ถ้าผู้ใดว่า ‘ข้าพเจ้ารักพระเจ้า’
และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตัว. ผู้นั้นเป็นคนพูดมุสา.” (1 โยฮัน 4:20)
พระเยซูถึงกับตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่านทั้งหลายต่อ ๆ ไป.” (มัดธาย 5:44, ล.ม.) มีกี่ศาสนาที่คุณคิดว่าสมาชิกของศาสนานั้นเข้าร่วมในสงคราม?
แพร่หลักคำสอนเท็จ:
ศาสนาส่วนใหญ่สอนว่าคนเรามีจิตวิญญาณหรือวิญญาณอมตะซึ่งจะออกจากร่างกาย
เมื่อเขาตาย. โดยคำสอนนี้ หลายศาสนาฉวยประโยชน์จากสมาชิกของตน
โดยคิดเงินค่าสวดเพื่อให้วิญญาณดังกล่าวไปสู่สุคติ.
แต่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้สอนเช่นนี้. พระคัมภีร์สอนว่า “จิตวิญญาณที่ได้ทำบาป จิตวิญญาณนั้นจะตาย.”
(ยะเอศเคล 18:4) “คนเป็นย่อมรู้ว่าเขาเองคงจะตาย
แต่คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย.” (ท่านผู้ประกาศ 9:5) พระเยซูตรัสว่า
คนตายจะได้รับการปลุกให้เป็นขึ้นมาสู่ชีวิต
สิ่งนี้คงไม่จำเป็นหากมนุษย์มีวิญญาณอมตะ. (โยฮัน 11:11-25)
ศาสนาของคุณสอนไหมว่ามนุษย์มีวิญญาณอมตะ?
ยอมให้กับการผิดศีลธรรมทางเพศ: ในประเทศแถบตะวันตก
คริสตจักรหลายแห่งอนุญาตให้เกย์และเลสเบียนเป็นนักเทศน์นักบวชได้
และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน.
แม้แต่คริสตจักรที่ตำหนิการผิดศีลธรรมก็ยอมให้ผู้นำทางศาสนาที่ทำร้ายเด็ก
ทางเพศอยู่ในตำแหน่งต่อไป. แต่คัมภีร์ไบเบิลสอนอย่างไร?
พระคัมภีร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “อย่าให้ใครชักนำท่านให้หลง.
คนผิดประเวณี, หรือคนบูชารูปเคารพ, หรือคนเล่นชู้,
หรือชายเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ผิดธรรมชาติ, หรือชายที่นอนกับชายด้วยกัน
. . . จะไม่ได้รับราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก.” (1 โกรินโธ 6:9, 10, ล.ม.) คุณรู้จักศาสนาที่ยอมให้มีการผิดศีลธรรมทางเพศไหม?
อนาคตของศาสนาที่ก่อผลไม่ดีจะเป็นเช่นไร? พระเยซูตรัสว่า
“ต้นไม้ทุกต้นซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องฟันทิ้งเสียในไฟ.” (มัดธาย 7:19)
ใช่แล้ว ศาสนาเท็จจะถูกฟันทิ้งและถูกทำลาย! แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร?
นิมิตเชิงพยากรณ์ในพระธรรมวิวรณ์ บท 17 และ 18 จะให้คำตอบ.
ศาสนาเท็จมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครองทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก
“พลเมืองของเรา จงออกมาจากเมืองนั้นเถิด”
ศาสนาเท็จจะถึงกาลอวสานอย่างไร?
ลองนึกภาพหญิงแพศยาที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของสัตว์ร้าย.
สัตว์ร้ายนั้นมีเจ็ดหัวและสิบเขา. (วิวรณ์ 17:1-4)
หญิงแพศยาในที่นี้หมายถึงใคร?
นางมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครองทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก.
นางแต่งกายด้วยผ้าสีม่วง, ใช้เครื่องหอม, และมั่งคั่งร่ำรวยมาก. นอกจากนี้
นางยังใช้กิจปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับผีปิศาจ ‘ชักนำชาติทั้งปวงให้หลงไป.’ (วิวรณ์ 17:18; 18:12, 13, 23, ล.ม.)
คัมภีร์ไบเบิลช่วยเราให้เข้าใจว่าหญิงแพศยาคนนี้คือองค์การทางศาสนาที่มี
อยู่ทั่วโลก. นางไม่ใช่ภาพแสดงถึงศาสนาหนึ่งเท่านั้น
แต่หมายถึงศาสนาทั้งหมดที่ก่อผลไม่ดี.
สัตว์ร้ายที่หญิงแพศยาขี่อยู่เป็นภาพแสดงถึงอำนาจทางการเมืองของโลกนี้.* (วิวรณ์ 17:10-13) ศาสนาเท็จขี่หลังสัตว์ร้ายทางการเมืองโดยพยายามจะมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจและควบคุมทิศทางของการเมือง.
แต่อีกไม่นานจะมีเหตุการณ์ที่น่าพิศวงเกิดขึ้น.
“เขาสิบเขาที่ท่านได้เห็นกับทั้งสัตว์ร้ายนั้น,
จะพากันเกลียดชังหญิงแพศยานั้น และจะทำให้เขาไร้มิตรเปลือยกาย,
และจะกินเนื้อของหญิงนั้น, และเอาไฟเผาเสีย.” (วิวรณ์ 17:16)
โดยลงมืออย่างฉับพลันและน่าตกตะลึง
อำนาจทางการเมืองของโลกจะโจมตีศาสนาเท็จและทำลายนางจนสิ้นซาก!
อะไรจะกระตุ้นให้เกิดการกระทำเช่นนี้? พระธรรมวิวรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า
“พระเจ้าทรงบันดาลใจเขาให้กระทำตามพระทัยของพระองค์.”
(วิวรณ์ 17:17) ใช่แล้ว
พระเจ้าจะคิดบัญชีกับศาสนาเท็จสำหรับความเลวร้ายทุกอย่างที่นางได้ทำในนาม
ของพระองค์. ด้วยความยุติธรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
พระองค์จะใช้การเมืองที่เป็นพันธมิตรของนางเป็นเครื่องมือสำหรับการสำเร็จ
โทษ.
คุณต้องทำอย่างไรหากคุณไม่อยากพบจุดจบแบบเดียวกับศาสนาเท็จ?
ผู้ส่งข่าวของพระเจ้าเตือนว่า “พลเมืองของเรา จงออกมาจากเมืองนั้นเถิด.”
(วิวรณ์ 18:4) บัดนี้เป็นเวลาที่จะหนีออกมาจากศาสนาเท็จ!
แต่คุณจะหนีไปที่ไหนได้? ไม่ใช่หนีไปยังกลุ่มที่ไม่มีศาสนา
เพราะอนาคตของพวกเขาก็มืดมนเช่นกัน. (2 เธซะโลนิเก 1:6-9)
ที่หลบภัยเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือศาสนาแท้. คุณจะระบุศาสนาแท้ได้อย่างไร?
วิธีระบุศาสนาแท้
ศาสนาแท้ควรก่อผลดีอะไรบ้าง?—มัดธาย 7:17.
ศาสนาแท้ . . .
แสดงความรักเสมอ: ผู้นมัสการแท้
“ไม่เป็นส่วนของโลก,” ไม่แตกแยกกันเพราะเชื้อชาติหรือวัฒนธรรม, และแสดง
‘ความรักระหว่างพวกเขาเอง.’ (โยฮัน 13:35; 17:16, ล.ม.; กิจการ 10:34, 35) แทนที่จะฆ่ากัน พวกเขาเต็มใจที่จะตายแทนกันและกัน.—1 โยฮัน 3:16.
ยึดมั่นกับพระคำของพระเจ้า: แทนที่จะสอน
‘ประเพณีสืบทอด’ และ ‘บัญญัติของมนุษย์’
หลักคำสอนของศาสนาแท้อาศัยคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า. (มัดธาย
15:6-9) เพราะเหตุใด? เพราะ
“พระคัมภีร์ทุกตอนมีขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์สำหรับการสอน,
สำหรับการว่ากล่าว, สำหรับการจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อย.”—2 ติโมเธียว
3:16, ล.ม.
เสริมครอบครัวให้เข้มแข็งและสนับสนุนมาตรฐานทางศีลธรรมอันสูงส่ง:
ศาสนาแท้สอนสามีให้ ‘รักภรรยาของตนเหมือนรักร่างกายของตนเอง,’
ช่วยภรรยาให้พัฒนา ‘ความนับถืออย่างสุดซึ้งต่อสามีของตน,’ และสอนลูก ๆ ให้
‘เชื่อฟังบิดามารดาของตน.’ (เอเฟโซ 5:28, 33; 6:1) นอกจากนี้
ผู้ที่มีอำนาจหรือนำหน้าต้องเป็นแบบอย่างทางศีลธรรม.—1 ติโมเธียว 3:1-10.
มีศาสนาใดบ้างที่บรรลุมาตรฐานเหล่านี้? หนังสือการเมืองในยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว
ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2001 บอกว่า
“หากมีผู้คนมากขึ้นดำเนินชีวิตตามคำสอนและการกระทำของพยานพระยะโฮวา
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวคงจะไม่เกิดขึ้น
และการฆ่าล้างชาติพันธุ์ที่ก่อความทุกข์ให้กับผู้คนในโลกคงจะไม่มีอีกต่อ
ไป.”
ที่จริง พยานพระยะโฮวาใน 235
ดินแดนไม่เพียงแต่สอนมาตรฐานทางศีลธรรมในคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น
แต่พวกเขายังปฏิบัติตามสิ่งที่ได้สอนด้วย. เราสนับสนุนคุณให้ติดต่อพยานพระยะโฮวาและ
ศึกษาดูว่าพระทัยประสงค์ของพระเจ้าเป็นเช่นไร
เพื่อคุณจะนมัสการพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงยอมรับ.
คุณต้องลงมือตั้งแต่เดี๋ยวนี้. อย่ารีรอชักช้า.
อวสานของศาสนาเท็จมาใกล้แล้ว!—ซะฟันยา 2:2, 3.
| พระผู้สร้างทรงเรียกร้องอะไรจากเรา? |
บทเรียน 7  |
การเข้าใกล้พระผู้สร้างด้วยการอธิษฐาน |
 |
ทำไมจึงสำคัญที่จะอธิษฐานเป็นประจำ? (1) |
 |
เราควรอธิษฐานถึงใคร และอย่างไร? (2, 3) |
 |
อะไรคือเรื่องที่เหมาะสมสำหรับการอธิษฐาน? (4) |
 |
คุณควรอธิษฐานเมื่อไร? (5, 6) |
 |
พระเจ้าทรงสดับคำอธิษฐานทุกอย่างไหม? (7) |
1. การอธิษฐานเป็นการทูลต่อพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ.
คุณควรอธิษฐานถึงพระเจ้าเป็นประจำ. ด้วยวิธีนี้
คุณสามารถรู้สึกใกล้ชิดกับพระองค์เหมือนใกล้ชิดมิตรที่รัก.
พระยะโฮวาทรงใหญ่ยิ่งและทรงฤทธิ์ กระนั้น พระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของเรา!
คุณอธิษฐานถึงพระเจ้าเป็นประจำไหม?—บทเพลงสรรเสริญ 65:2; 1 เธซะโลนิเก
5:17.
2. การอธิษฐานเป็นส่วนแห่งการนมัสการของเรา. ฉะนั้น เราควรอธิษฐานถึงพระยะโฮวาพระเจ้าเท่านั้น.
เมื่อพระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงอธิษฐานถึงพระบิดาของพระองค์เสมอ
ไม่ใช่ถึงใครอื่น. เราควรทำเช่นเดียวกัน. (มัดธาย 4:10; 6:9) อย่างไรก็ตาม
ควรกล่าวคำอธิษฐานทั้งหมดของเราในพระนามของพระเยซู. การทําเช่นนี้แสดงว่าเรานับถือตําแหน่งของพระเยซูและเรามีความเชื่อในเครื่องบูชาไถ่ของพระองค์.—โยฮัน 14:6; 1 โยฮัน 2:1, 2.
3. เมื่อเราอธิษฐาน เราควรทูลต่อพระเจ้าจากหัวใจเรา.
เราไม่ควรท่องจำหรืออ่านคำอธิษฐานจากหนังสือสวดมนต์. (มัดธาย 6:7, 8)
เราจะอธิษฐานด้วยท่าทางใดก็ได้ที่แสดงความนับถือ, ในเวลาใดก็ได้,
และในสถานที่ใดก็ได้. พระเจ้าทรงสามารถได้ยินแม้คำอธิษฐานที่เรากล่าวในใจ.
(1 ซามูเอล 1:12, 13) เป็นการดีถ้าจะหาที่เงียบๆ ห่างจากคนอื่นๆ
เพื่อกล่าวคำอธิษฐานส่วนตัวของเรา.—มาระโก 1:35.
4. เรื่องใดบ้างที่คุณจะอธิษฐานได้?
เรื่องอะไรก็ได้ที่อาจส่งผลกระทบสัมพันธภาพของคุณกับพระองค์. (ฟิลิปปอย
4:6, 7) คำอธิษฐานอันเป็นแบบฉบับนั้นแสดงว่า
เราควรอธิษฐานเกี่ยวกับพระนามและพระประสงค์ของพระยะโฮวา. นอกจากนี้
เราอาจขอให้มีการจัดเตรียมสิ่งจำเป็นด้านวัตถุสำหรับเรา,
ขออภัยบาปที่เราทำ, และขอความช่วยเหลือเพื่อต้านทานการล่อใจ. (มัดธาย
6:9-13) คำอธิษฐานของเราไม่ควรเป็นแบบเห็นแก่ตัว.
เราควรอธิษฐานขอสิ่งที่ประสานกับพระทัยประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น.—1 โยฮัน
5:14.
5. คุณอาจจะอธิษฐานเมื่อไรก็ได้ที่หัวใจคุณกระตุ้นให้คุณขอบพระคุณหรือ
สรรเสริญพระเจ้า. (1 โครนิกา 29:10-13)
คุณควรอธิษฐานเมื่อคุณมีปัญหาและความเชื่อของคุณถูกทดลอง. (บทเพลงสรรเสริญ
55:22; 120:1) เป็นการเหมาะสมที่คุณจะอธิษฐานก่อนคุณรับประทานอาหาร.
(มัดธาย 14:19) พระยะโฮวาทรงเชิญเราให้อธิษฐาน “ทุกเวลา.”—เอเฟโซ 6:18.
6. เราจำเป็นต้องอธิษฐานโดยเฉพาะเมื่อเราได้ทำบาปร้ายแรง. ณ เวลานั้น
เราควรทูลวิงวอนขอพระเมตตาและการอภัยโทษจากพระยะโฮวา.
หากเราสารภาพการบาปของเราต่อพระองค์และพยายามสุดกําลังเพื่อไม่ทําบาปนั้น
ซํ้าอีก พระเจ้าทรง “พร้อมจะให้อภัย.”—บทเพลงสรรเสริญ 86:5, ล.ม.; สุภาษิต
28:13.
7. พระยะโฮวาทรงสดับคำอธิษฐานของคนชอบธรรมเท่านั้น.
เพื่อพระเจ้าจะทรงสดับคำอธิษฐานของคุณ
คุณต้องพยายามเต็มความสามารถเพื่อดำเนินชีวิตตามกฎหมายของพระองค์.
(สุภาษิต 15:29; 28:9) คุณต้องถ่อมใจเมื่อคุณอธิษฐาน. (ลูกา 18:9-14)
คุณจำเป็นต้องพยายามทำอย่างที่ประสานกับสิ่งที่คุณอธิษฐานขอ. ด้วยวิธีนี้
คุณจะพิสูจน์ว่าคุณมีความเชื่อและคุณหมายความอย่างที่คุณกล่าวจริงๆ.
เฉพาะแต่เมื่อทำอย่างนี้เท่านั้น
พระยะโฮวาจะทรงตอบคำอธิษฐานของคุณ.—เฮ็บราย 11:6.
|
ราชอาณาจักรของพระเจ้าคืออะไร? |
 |
ราชอาณาจักรของพระเจ้าตั้งอยู่ที่ไหน? (1) |
 |
ใครเป็นกษัตริย์? (2) |
 |
มีคนอื่นร่วมปกครองกับกษัตริย์องค์นี้ไหม? ถ้ามี มีมากแค่ไหน? (3) |
 |
อะไรแสดงว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ในสมัยสุดท้าย? (4) |
 |
ในอนาคต ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะทำอะไรเพื่อมนุษยชาติ? (5-7) |
1. เมื่อพระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลก
พระองค์ทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ให้อธิษฐานขอราชอาณาจักรของพระเจ้า.
ราชอาณาจักรคือรัฐบาลซึ่งมีกษัตริย์เป็นประมุข.
ราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นรัฐบาลพิเศษ.
ราชอาณาจักรนี้ถูกตั้งขึ้นในสวรรค์และจะปกครองเหนือแผ่นดินโลกนี้.
ราชอาณาจักรนี้จะทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่นับถืออันบริสุทธิ์
หรือทำให้ศักดิ์สิทธิ์.
ราชอาณาจักรนี้จะทําให้พระทัยประสงค์ของพระเจ้าสําเร็จบนแผ่นดินโลกเช่น
เดียวกับที่สำเร็จแล้วในสวรรค์.—มัดธาย 6:9, 10.
2. พระเจ้าทรงสัญญาว่า
พระเยซูจะทรงเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรของพระองค์. (ลูกา 1:30-33)
เมื่อพระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลก
พระองค์พิสูจน์ว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้ปกครองที่กรุณา, ยุติธรรม,
และสมบูรณ์. เมื่อพระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์
พระองค์ไม่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าทันที.
(เฮ็บราย 10:12, 13) ในปี 1914
พระยะโฮวาได้พระราชทานอำนาจแก่พระเยซูตามที่ได้ทรงสัญญาไว้. นับแต่นั้นมา
พระเยซูทรงปกครองในสวรรค์ในฐานะกษัตริย์ที่พระยะโฮวาทรงแต่งตั้ง.—ดานิเอล
7:13, 14.
3. พระยะโฮวายังได้ทรงเลือกมนุษย์ชายหญิงที่ซื่อสัตย์บางคนจากแผ่นดินโลก
ให้ไปสวรรค์ด้วย. พวกเขาจะปกครองมนุษยชาติร่วมกับพระเยซูในฐานะกษัตริย์,
ผู้พิพากษา, และปุโรหิต. (ลูกา 22:28-30; วิวรณ์ 5:9, 10)
พระเยซูทรงเรียกผู้ร่วมปกครองเหล่านี้ในราชอาณาจักรของพระองค์ว่า
“ฝูงเล็ก.” พวกเขามีจำนวน 144,000 คน.—ลูกา 12:32, ล.ม.; วิวรณ์ 14:1-3.
4. ทันทีที่พระเยซูได้เป็นกษัตริย์
พระองค์ทรงเหวี่ยงซาตานกับทูตสวรรค์ชั่วช้าฝ่ายมันออกจากสวรรค์ลงมาที่
บริเวณของแผ่นดินโลก. นั่นคือสาเหตุที่สิ่งต่างๆ
บนแผ่นดินโลกนี้กลับกลายเลวร้ายเหลือเกินตั้งแต่ปี 1914. (วิวรณ์ 12:9,
12) สงคราม, การขาดแคลนอาหาร, โรคระบาด,
การละเลยกฎหมายทวีขึ้น—ทั้งหมดนี้เป็นส่วนของ “สัญลักษณ์”
ที่แสดงว่าพระเยซูทรงปกครองอยู่และระบบนี้อยู่ในสมัยสุดท้ายของมัน.—มัดธาย
24:3, 7, 8, 12; ลูกา 21:10, 11; 2 ติโมเธียว 3:1-5.
5. อีกไม่นานพระเยซูจะทรงพิพากษาผู้คน
โดยแยกพวกเขาออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ. “แกะ”
คือคนซึ่งได้พิสูจน์ตัวว่าเป็นราษฎรที่ภักดีของพระองค์.
พวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินโลก. “แพะ”
คือคนที่ได้ปฏิเสธราชอาณาจักรของพระเจ้า. (มัดธาย 25:31-34, 46)
ในอนาคตอันใกล้นี้ พระเยซูจะทรงทำลายคนเยี่ยงแพะทั้งสิ้น. (2 เธซะโลนิเก
1:6-9) หากคุณอยากเป็นคนหนึ่งใน “แกะ” ของพระเยซู
คุณต้องรับฟังข่าวสารราชอาณาจักรและลงมือทำตามที่คุณเรียนรู้.—มัดธาย
24:14.
 |
| ภายใต้การปกครองของพระเยซู จะไม่มีความเกลียดชังหรือความลำเอียงอีกเลย |
6. ปัจจุบันนี้แผ่นดินโลกถูกแบ่งแยกเป็นหลายประเทศ.
แต่ละประเทศมีรัฐบาลของตนเอง. ประเทศเหล่านี้ต่อสู้กันบ่อยๆ.
แต่ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะมาแทนที่รัฐบาลทั้งปวงของมนุษย์.
ราชอาณาจักรนี้จะปกครองในฐานะรัฐบาลเดียวเท่านั้นเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น.
(ดานิเอล 2:44) จากนั้นจะไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, และความรุนแรงอีกเลย.
ประชาชนทั้งปวงจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขและมีเอกภาพ.—มีคา 4:3, 4.
7. ระหว่างรัชสมัยพันปีของพระเยซู
มนุษย์ที่ซื่อสัตย์จะกลายเป็นคนสมบูรณ์
และทั่วทั้งแผ่นดินโลกจะกลายเป็นอุทยาน. พอถึงสิ้นพันปี
พระเยซูจะทรงทําให้สําเร็จทุกสิ่งตามที่พระเจ้าประสงค์ให้พระองค์ทํา.
ครั้นแล้วพระองค์ก็จะทรงมอบราชอาณาจักรคืนแก่พระบิดาของพระองค์. (1
โกรินโธ 15:24) คุณน่าจะบอกให้เพื่อนๆ
และคนที่คุณรักทราบเรื่องที่ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะทำมิใช่หรือ?
องค์การและงานที่พวกเขาทำทั่วโลก
มีหลายช่องทางเพื่อชี้นำงานให้คำพยานซึ่งกำลังทำกันอยู่ใน 230
กว่าดินแดน. การชี้นำโดยรวมมาจากคณะกรรมการปกครอง ณ
สำนักงานใหญ่ที่บรุกลิน นิวยอร์ก. ทุกปี
คณะกรรมการปกครองส่งตัวแทนไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
เพื่อหารือกับผู้แทนของสาขาในภูมิภาคนั้นๆ. ในสำนักงานสาขา
มีคณะกรรมการสาขาประมาณ 3 ถึง 7 คน
เพื่อดูแลงานในดินแดนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของตน. บางสาขามีโรงพิมพ์
บางแห่งก็ใช้เครื่องพิมพ์แบบโรตารีความเร็วสูง.
ประเทศหรือพื้นที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของสาขาจะถูกแบ่งเป็นภาค
และแต่ละภาคก็ถูกแบ่งเป็นหมวดๆ. แต่ละหมวดประกอบด้วยประชาคมราวๆ 20
ประชาคม. ผู้ดูแลภาคเยี่ยมหมวดต่างๆ ในภาคของเขาโดยวิธีหมุนเวียนกัน.
แต่ละหมวดจะจัดการประชุมใหญ่ปีละ 2 ครั้ง. นอกจากนี้ ยังมีผู้ดูแลหมวด
ซึ่งตามปกติแล้วเขาจะเยี่ยมทุกประชาคมในหมวดของเขาสองครั้งต่อปี
เพื่อช่วยพวกพยานฯ
ในการจัดระเบียบและทำงานประกาศในเขตที่ประชาคมนั้นได้รับมอบหมาย.
ประชาคมท้องถิ่นและหอประชุมเป็นศูนย์กลางในการบอกข่าวดีแก่ชุมชนของคุณ.
พื้นที่ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของประชาคมแต่ละประชาคมจะถูกแบ่งเป็นเขตย่อยๆ.
มีการมอบหมายเขตเหล่านี้ให้พยานฯ
แต่ละคนที่พยายามจะเยี่ยมและพูดคุยกับผู้คนในบ้านทุกหลังที่อยู่ในเขตนั้น.
แต่ละประชาคม ซึ่งประกอบด้วยพยานฯ ไม่กี่คนจนถึง 200 คน
มีผู้ปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานในหน้าที่ต่างๆ กัน.
ผู้ประกาศข่าวดีแต่ละคนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์การของพยานพระยะโฮวา.
พยานพระยะโฮวาทุกคน ไม่ว่าจะรับใช้ที่สำนักงานใหญ่, ในสำนักงานสาขา,
หรือในประชาคม ต่างก็ทำงานประกาศ
ซึ่งก็คือการบอกผู้อื่นถึงเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้า.
ในที่สุด รายงานเกี่ยวกับการงานเหล่านี้จะถูกส่งไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อรวบรวมและจัดพิมพ์ลงในหนังสือประจำปี. นอกจากนั้น ทุกๆ ปีจะมีการจัดพิมพ์แผนภูมิรายงานลงในวารสารหอสังเกตการณ์ ฉบับ
วันที่ 1 มกราคม.
สิ่งพิมพ์ทั้งสองนี้มีรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ทำสำเร็จไปในแต่ละ
ปีของงานให้คำพยานเกี่ยวกับพระยะโฮวาและราชอาณาจักรของพระองค์ที่มีพระเยซู
คริสต์เป็นกษัตริย์. เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พยานฯ และผู้สนใจประมาณ
16,000,000 คน
ได้เข้าร่วมการประชุมอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์ที่จัด
ขึ้นเป็นประจำทุกปี. พยานพระยะโฮวาใช้เวลามากกว่า 1,000,000,000
ชั่วโมงในแต่ละปีเพื่อประกาศข่าวดี และมีผู้รับบัพติสมาใหม่มากกว่า
300,000 คน. การแจกจ่ายสรรพหนังสือมียอดรวมถึงหลายร้อยล้านเล่ม.
|